“ลดค่าเงิน”อุ้มส่งออก…ระวังหลงทาง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ข่าวสด

14727334111472733425l

เมืองไทย 25 น.

ทวี มีเงิน

ส่งออกของไทยยังติดลบอย่างหนักหลายเดือนติดต่อกันยอดส่งออกล่าสุดเดือนก.ค.59 ติดลบ 4.4% ถ้าหักทองคำออกจะติดลบสูงถึง 8.2% ผลจากส่งออกดิ่งหัวลงต่อเนื่อง จึงมีเสียงเรียกร้องจากบรรดาผู้ส่งออก ให้แบงก์ชาติเข้ามาพยุงค่าเงินบาทไว้ที่ 34.50 บาท/ดอลลาร์

อันที่จริงก็ไม่ได้เหนือการคาดเดา ทุกครั้งที่ผู้ส่งออกมีปัญหาส่งออกสินค้าไม่ได้ ก็จะอ้างว่า “ค่าเงินบาทแข็ง” ราคาสู้คู่แข่งไม่ได้ แต่เท่าที่ติดตามดูปรากฏการณ์ค่าเงินต่อการส่งออก จำได้ว่ามีหลายครั้งที่ค่าเงินเราอ่อนแต่ก็ไม่ได้ทำให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด จึงอาจสันนิษฐานว่า “ค่าเงิน” ไม่ได้ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินบาทมีทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค

แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ค่าเงินสกุลอื่นในแถบอาเซียนที่เป็นคู่แข่งโดยตรงก็แข็งค่าเหมือนเงินบาท มีบางสกุลที่อาจจะอ่อนกว่านิดหน่อย เรียกว่า “ค่าเงินบาท” ยังเกาะกลุ่มกับสกุลเงินอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งอย่างเหนียวแน่น

แต่ที่ผู้ส่งออกร้องโวยวาย เพราะ “ค่าเงินบาทแข็ง” ทำให้ความสามารถในการทำ“กำไรน้อยลง” นั่นเอง เพราะเวลาขายสินค้าเป็นดอลลาร์ แล้วจึงเอามาแลกคืนเป็นเงินบาท ถ้าบาทอ่อนจะสามารถเอาดอลลาร์แลกกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น กำไรก็มากขึ้น เช่น หากค่าเงินบาทแข็งค่า 32 บาท/ดอลลาร์ ถือว่าแข็งค่า แต่ถ้าค่าเงินบาทอ่อนเหลือ 34.50 บาท/ดอลลาร์ตามที่ผู้ส่งออกเรียกร้อง เมื่อเอาดอลลาร์กลับมาแลกเป็นบาท กำไรทันที 2.50 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์

ฉะนั้นการที่ค่าเงินบาทอ่อนจึงทำให้ผู้ส่งออกสามารถทำกำไรได้มากขึ้นกว่าค่าเงินบาทแข็งแน่ๆ แต่ช่วยให้การส่งออกดีขึ้นไหม ไม่แน่ใจ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะสินค้าเราที่ส่งออกไปขายตรงกับที่ตลาดต้องการหรือไม่ 

ในทางกลับกันค่าเงินบาทอ่อนทำให้ “ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น” อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ที่ต้องนำเข้าเกือบ 100% ปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท ต้องจ่ายแพงขึ้น ที่สำคัญกระบวนการไปแทรกแซงให้ค่าเงินบาทอ่อนอาจจะต้องไป “ลดดอกเบี้ย” ลง ตรงนี้คนที่ฝากเงินกินดอกเบี้ยต่ำติดดินอยู่แล้วแทบไม่ได้อะไร

คนฝากเงินกินดอกเบี้ยส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ พนักงานออฟฟิศ คนที่เกษียณอายุต้องแบกรับภาระ แต่ผู้ส่งออกสบายเพราะฟันกำไรเหนาะๆ

COMMENTS