เมื่อ”เอกชน”ไม่ลงทุน ยอมเป็นเด็กดื้อ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ข่าวสด

เมืองไทย 25 น.

ทวี มีเงิน

คงไม่มีใครปฏิเสธ “การลงทุนภาคเอกชน” เป็นความหวังลึกๆ ที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการสนองตอบ ขนาด“ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ เศรษฐกิจ “คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีคลังตัดพ้อและเรียกร้องให้เร่งการลงทุนหลายครั้ง

แต่ไม่มีเสียงตอบรับ

สถิติการลงทุนเอกชนในรอบกว่า 20 ปีจะเห็นว่าลดลงเรื่อยๆ ก่อนปี 2540 เอกชนเคยลงทุนสูงกว่า 40% หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง การลงทุนก็ลดลงมาเรื่อยๆ กระทั่งก่อน “คสช.” รัฐประหาร เหลือ 20% กว่าๆ ทุกวันนี้เหลือราวๆ 18-19% เท่านั้น

กระทั่งล่าสุด “ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตเลขาธิการอังก์ถัดให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า “บริษัทใหญ่ๆของไทยเวลานี้มีพฤติกรรมไม่ยอมลงทุน ทั้งๆ ที่รัฐบาลดึงมาตรการต่างๆ มาช่วยกระตุ้นและทำให้บริษัทใหญ่ได้กำไรมากขึ้น โดยสาเหตุที่ทำให้บริษัทใหญ่ไม่ยอมลงทุนมาจากการประกอบกิจการสมัยใหม่อยู่ในลักษณะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทนที่จะเป็นเจ้าของ จึงห่วงผู้ถือหุ้นมากขึ้น แต่เน้นจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น”

ขณะที่ “เจน นำชัยศิริ” ประธานสภาอุตฯ ตั้งคำถามกลับว่า เอกชนผิดตรงไหน ในเมื่อเป็นธุรกิจที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง

“อยากให้เข้าใจว่าการลงทุนมาจากผลตอบแทน กำไร และการลงทุนส่วนใหญ่ของเอกชนเพื่อการส่งออกและขาย ในประเทศ แต่ในขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวและการบริโภคในประเทศยังไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนต้องใช้เวลาไม่สามารถตัดสินใจได้เร็ว หากลงทุนผลิตขายแต่ไม่มีคนซื้อจะทำอย่างไร ความเสียหายมาจากไหน”

ความเห็นของ “เจน” สอดคล้องกันกับหลายๆ คนซึ่งเป็น เรื่องธรรมดา การลงทุนต้องหวังผลตอบแทน เพราะ “ปรัชญา” คนทำธุรกิจคือ “กำไร” จะให้เสียสละโดยไม่ได้รับผลตอบแทน ก็คงไม่ได้ แต่นักธุรกิจก็ลืมไปว่าเวลามีปัญหารัฐบาลก็อุ้มตลอด ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านภาษีในการลงทุนจากบีโอไอ หรือในรัฐบาลที่แล้วได้ลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% รวมถึงเมื่อ “เงินบาทแข็งค่า” เมื่อไหร่คนกลุ่มนี้ก็ร้องโวยวาย ขอให้แบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ลงเพื่อจะสามารถแข่งขันได้ จนเคยตัวไม่ยอมทำประกันความเสี่ยง

ที่ผ่านมาทุกๆ รัฐบาลก็อุ้มภาคเอกชนเหมือนไข่ในหิน อุ้มมากกว่าเกษตรกร หรือคนใช้แรงงานด้วยซ้ำ

COMMENTS