บิ๊กตู่ยันรัฐบาลโปร่งใส ตรวจสอบก็ได้! พรเพชรอวยลั่น สนช.ใหม่-เยี่ยม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ข่าวสด

เยือนถิ่นเก่า – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กดหัว จ่ายน้ำมันเปิดสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการทหาร ระหว่างเป็นประธาน เปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา บรมราชินีนาถ ที่ ร.21 รอ. ค่ายนวมินทราชินี อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 12 ต.ค.

เยือนถิ่นเก่าทหารเสือราชินี “บิ๊กตู่” เปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ ร.21 รอ. อ้อนประชาชนถ้าคิดถึงก็เปิดดูรายการทีวีคืนวันศุกร์ ถ้าไม่ชอบหน้าก็ขอให้ทนเอาหน่อย ยืนยันรัฐบาลโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำงานให้คนส่วนใหญ่ ไม่เห็นแก่พวกพ้อง และไม่ได้รังแกนักการเมือง ด้าน สนช.ใหม่รายงานตัววันแรกเกือบครบ 33 คน ประธานพรเพชร อวยเหมาะสม ชี้ทหารเข้ามามากเพราะประเทศต้องการความสงบและมั่นคง ขณะที่เพื่อไทยสวนแค่ค้ำยันรัฐบาลและเสริมแกร่งคสช. จตุพรถูกเบิกตัวออกจากคุกมาฟังคำพิพากษาคดีหมิ่น ขอให้ทุกคนมีกำลังใจ จิตมุ่งมั่นเพื่อประชาธิปไตย

‘บิ๊กตู่’ยันไม่สร้างความแตกแยก

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 12 ต.ค. ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดอาคารเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา บรมราชินีนาถ บริเวณสถานีบริการน้ำมันเพื่อสวัสดิการของ ร.21 รอ. ซึ่งจะเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับประชาชนทั่วไป ให้เข้ามาศึกษาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์โครงการตามพระราชดำริ โดยการออกแบบอาคารเป็นตัวอักษรพระนามาภิไธยย่อ สก เพื่อสื่อสัญลักษณ์ถึงพระราชดำรัสที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งกับผู้ที่มาต้อนรับว่า ครั้งนี้ถือว่าได้กลับมาบ้านเก่าเพราะอยู่ที่นี่เกือบ 20 ปี มาวันนี้ในฐานะนายกฯ เข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหา ตอนนี้เข้ามาเป็นผู้นำก็ต้องอดทน ตนยืนยันว่าจะไม่สร้างความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพวก

“วันนี้ผมก็อดทน เขาบอกว่าผมเป็นนักการเมืองแล้วแต่ยังมีบางคนที่แปลเจตนาผิด ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันและเดินไปพร้อมกัน เราต้องเดินก้าวผ่านไปให้ได้ ผมเข้ามาเพื่อปลดกับดักต่างๆ ไม่ให้กลับไปอยู่ที่เดิม หรือปัญหาแบบเดิมๆ แต่ทั้งหมดอยู่ที่กลไกรัฐบาลและองคาพยพที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม เราอย่ามองแค่พรรคพวกตัวเอง ไม่เช่นนั้นประเทศจะเดินต่อไปไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันกับโลก” นายกฯ กล่าว

อ้างเป็นรัฐบาลที่เน้นโปร่งใส

นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลทำก็เพื่อคนส่วนใหญ่ จะมีคนส่วนน้อยที่เดือดร้อนโดยเฉพาะไอ้คนที่ชอบพูดข้างนอก แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีใครเดือดร้อน รัฐบาลนี้ยืนยันว่าเราใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้กฎหมายทุกฉบับที่มี เราต้องทำให้เกิดความชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเข้าใจผิด การบิดเบือนโดยเฉพาะในโลกโซเชี่ยลได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราต้องพิจารณาให้เกิดความชัดเจนถ่องแท้ ต้องดูที่ตัวกฎหมายว่ามีเนื้อหาบัญญัติไว้อย่างไร ถ้ากฎหมายมีเราก็ลงโทษตามความผิด แต่ถ้ากฎหมายไม่มี ก็ต้องรอกฎหมายใหม่

“รัฐบาลนี้ทำทุกอย่างโปร่งใส นำข้อมูลข้อเท็จจริงทุกอย่างขึ้นเว็บไซต์เอง ไม่มีใครมาบังคับ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลนี้นำลงเว็บไซต์เพื่อให้เกิดความโปร่งใสชัดเจน ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีใครเคยทำ แต่แทนที่จะได้รับความไว้วางใจ กลับมาต่อว่ากัน ไม่รู้ว่าดูจากอะไร วันนี้อะไรผิดเราก็ว่าตามผิด ทำอะไรไม่ดีก็ติติงต่อว่าได้ แต่ถ้าอะไรดีก็พูดให้ผมบ้าง ไม่เช่นนั้นคนทำงานก็หมดกำลังใจ รัฐบาลชุดนี้ทำงานเน้นหลักความโปร่งใส ฉะนั้นขณะที่รัฐบาลนี้ยังคงทำหน้าที่อยู่ ขอให้แจ้งมาทันทีว่าประชาชนต้องเสียเงินตรงจุดไหน ผมแก้ให้เพราะประกาศไปแล้วทั้งหมด แต่ยอมรับว่าอาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้าง เนื่องจากบางคนยังเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

โต้วุ่นไม่ได้รังแกนักการเมือง

นายกฯ กล่าวว่า ศูนย์ดำรงธรรมพร้อมรับแจ้งทุกเรื่อง ประชาชนไปติดต่อราชการ ทำทะเบียนบ้าน แต่ต้องเสียเงินหรือถูกเรียกพิเศษขอให้แจ้งมา รวมทั้งการตรวจแบบสร้างบ้านทุกอย่างไม่ต้องเสียเงิน ข้าราชการมีหน้าที่ต้องบริการประชาชน ประชาชนอย่าเอาเงินไปให้กับข้าราชการเหล่านั้น เช้าวันนี้ ตนไม่สบายใจเห็นภาพข่าวมีลูกไปนั่งด่าพ่ออยู่หน้าบ้านประมาณ 5 นาที ไม่รู้ว่าจะถ่ายทำไม มันทำให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเสื่อม หรือกรณีเผยแพร่ภาพคนเมาทำผิดกฎจราจรแต่ด่าตำรวจจนเสียหายเสียศักดิ์ศรี วันนี้ตนให้ตำรวจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับประชาชน ประชาชนก็ต้องไว้ใจตำรวจ จะได้ลดความขัดแย้ง ใช้แต่หลักกฎหมายหลักสิทธิมนุษยชนก็ขัดแย้งกันไม่รู้จบ ทุกอย่างในช่วงเปลี่ยนแปลงต้องลดลงบ้างในบางเรื่องหรือเพิ่มในบางเรื่อง จะได้ลดความขัดแย้ง เราจะใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ต้องใช้ความร่วมมือควบคู่กัน

“ถ้าไม่อยากให้มีปัญหา ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องพูดอะไรเลย อยู่เฉยๆ เดี๋ยวก็มีการเลือกตั้ง แต่ปัญหาจะกลับมาเหมือนเดิม ผมไม่ต้องการไปทะเลาะกับใคร วันนี้ขอให้เห็นใจผมบ้าง รักน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ ผมไม่ต้องการให้ทุกคนมารักทั้งหมดเพราะต่างคนต่างมีความคิด ทุกอย่างผมไม่ได้รังแกใคร ไม่ได้รังแกนักการเมือง ไม่เคยคิด แต่ทั้งหมดคือหน้าที่ของผม นำทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คดีเกิดตรงไหนก่อน ผมก็เอาคดีที่มันเกิดอยู่แล้วนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาไม่ทำกัน ไม่ทำตามหน้าที่ของทุกคน ซึ่งผมไม่รู้ว่าสาเหตุเพราะอะไร ผมกลับมาที่ร.21 ถือว่าได้กลับมาบ้านเพราะผมอยู่มาเกือบ 20 ปี” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

คิดถึงก็ดูทีวีวันศุกร์-อย่าติดแต่ละคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นมีแม่บ้านตะโกนว่า มาแป๊บเดียว ยังไม่หายคิดถึงอย่าเพิ่งกลับได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวติดตลกว่า ถ้ายังไม่หายคิดถึง ขอให้ดูรายการคืนความสุขให้คนในชาติในวันศุกร์แทน ไม่ใช่วันศุกร์ ดูกันแต่ละครแล้วจะหายคิดถึงได้อย่างไร ในรายการที่พูดนั่นคือวิธีที่ตนส่งใจให้กับทุกคน และพยายามจะพูดภายใน 1 ชั่วโมง แต่บางครั้งแค่ 20 นาทีก็ยังไม่ดูไม่ฟังกันเลย แต่ปากหวานเพื่อให้ตนมีกำลังใจ การที่ตนพูดก่อนละครทำให้ได้อารมณ์ ถ้าพูดหลังแล้วมันไม่ค่อยได้อารมณ์ เนื่องจากตนเป็นคนโรแมนติกพอสมควร ละครวันศุกร์รอไว้ดูในยูทูบก็ได้ ขอให้ฟังตนพูดก่อน ขอวันศุกร์วันเดียว จะได้ไม่ต้องมาคิดถึง เพราะหลายคนก็เบื่อจะแย่แล้ว ขอให้ตำรวจทหารและพลเรือนเดินตามรอยเท้าเดียวกัน จะได้ก้าวสู่จุดหมายเดียวกัน

จากนั้นนายกฯ ได้ผูกใบโพธิ์ถวายพระพรที่ต้นจงรักและต้นภักดี เยี่ยมชมนิทรรศการต่างๆ ก่อนจะทำพิธีเปิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ค่ายนวมินราชินี ที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมกดหัวจ่ายน้ำมัน ให้กับรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ หมาย เลขทะเบียน 5 กช 8194 กรุงเทพมหานคร เป็นปฐมฤกษ์ ก่อนจะพบปะครอบครัวนายทหารที่รอต้อนรับ ซึ่งต่างส่งเสียงให้สู้สู้ พร้อมเยี่ยมชมตลาดที่ให้กลุ่มแม่บ้านร.21รอ. นำสินค้ามาวางจำหน่ายในบริเวณใกล้เคียง

ถ้าไม่ชอบหน้าก็ขอให้ทนหน่อย

จากนั้นเวลา 11.00 น. ที่ศาลาประชาคมอ่าวอุดม ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา พล.อ.ประยุทธ์ ได้พบปะประชาชนกว่า 1,000 คน โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า หากทุกคนมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ ประเทศก็จะเดินหน้าต่อไม่ได้ จึงขอให้เตรียมตัวเองให้พร้อม ก่อนที่ตนจะเข้ามา จีดีพีประเทศอยู่ที่ 0.8 และในปีแรกขึ้นมา 2.8 และคาดว่าจะถึง 3.5 ในปีหน้า ซึ่งการเข้ามาลงทุนของต่างชาติในไทยนั้น ดูความสงบเป็นอันดับแรก เราจึงต้องมีเสถียรภาพ และประเทศไทยไม่ควรอยู่ในห่วงโซ่ที่อันตราย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความมั่นคงและความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งนี้ ทุกคนต้องร่วมกันรับชะตากรรม และยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่รับผลประโยชน์ใดๆ หากเจอใครที่มุ่งหวังรับผลประโยชน์ ขอให้บอกตนเอง ขณะเดียวกันรัฐบาลนี้พยายามออกกฎหมายเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่ออำนาจ

“ไม่ชอบหน้าผม ก็ทนผมหน่อย ถ้าชอบแล้วก็ช่วยด้วย ช่วยกันให้เกิดประชาธิปไตยใหม่ที่เป็นสากล ไม่ใช่ชื่อประชาธิปไตยใหม่ เดี๋ยวจะซ้ำใคร ผมไม่ทำร้ายใคร ผมไม่เป็นศัตรูและเป็นศัตรูกับใครไม่ได้ เพราะผมเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเรื่องกระบวนการทางกฎหมาย ยืนยันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทำเพื่อช่วยประชาชน ไม่ใช่เพื่อสืบทอดอำนาจ 20 ปี และเป็นแผนของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เลิกภารกิจ-กลับกรุงเทพฯ ด่วน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา แต่ปัญหาแสนกว่าเรื่องใน 2 ปี ทำได้หรือไม่ และขออย่าทำโอกาสให้เป็นวิกฤตความขัดแย้ง ไม่อย่างนั้นวันหน้าก็ไม่ต้องมีรัฐบาล แต่ถืออาวุธฟันกัน ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเดินให้ได้ 1 ปีตามโรดแม็ป ส่วนวันหน้าต้องถามรัฐบาลต่อไปว่าเข้ามาทำอะไรบ้าง เพราะอีก 5 ปี ตนจะอยู่หรือไม่ก็ไม่รู้ ขออย่างเดียวอย่าร่วมมือกันทุจริต หากมีอะไรไม่ดี ก็เตือนมา หากสื่อเขียนอะไรไม่ตรงก็ถามมา วันนี้หากใครไม่รักตน ก็ขอให้คิดถึงลูกในท้องหรือลูกหลานจบปริญญามาแล้วจะทำอะไรต่อ อย่าคิดแต่เลือกตั้ง ส่วนใครที่ยังไม่แต่งงานก็ให้แต่งพรุ่งนี้ เพราะแต่งยุคนี้บ้านเมืองมีความสุข สงบ เรียบร้อยแต่วันหน้าอาจไม่ได้แต่งเพราะไม่รู้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ได้ยกเลิกภารกิจและมอบให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ส่วนกลาง และ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกแทน โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ติดภารกิจด่วนที่กรุงเทพฯ

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาจากห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมโบกมือให้กลุ่มผู้สื่อข่าวช่างภาพ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “กลับบ้าน กลับบ้าน”

พรเพชรอวย33สนช.เหมาะสม

เมื่อเวลา 08.45 น. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงองค์ประกอบของสนช.ใหม่ทั้ง 33 คนว่า เชื่อว่ามีความเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ต้องพิจารณากฎหมายจำนวนมาก ทั้งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีสัดส่วนของทหารมากกว่าพลเรือนนั้น มองว่าแม้อาจไม่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็ไม่สำคัญ เพราะสมาชิกสนช.เดิมมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอยู่มาก อีกทั้งทางการเมืองไม่ได้มีแค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังต้องศึกษาเรื่องความมั่นคง และการปฏิรูปประเทศ จึงไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย เพราะจากที่ร่วมทำงานกับ สนช.ในสัดส่วนทหารที่ผ่านมาก็ปฏิบัติงานได้ดี

ส่วนที่ระบุว่าเหมาะสมนั้น นายพรเพชรกล่าวว่า เนื่องจากช่วงนี้บ้านเมืองต้องการความสงบและความมั่นคง เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง อีกทั้งคนไทยก็เคารพและเชื่อถือในเจ้าหน้าที่ทหาร ดังนั้น เมื่อทหารทำหน้าที่สนช. สามารถทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และนำปัญหามาแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบได้ จึงอย่ามองว่าทหารไม่เป็นประโยชน์ด้านนิติบัญญัติ มั่นใจว่าทุกคนเข้าใจบทบาทและจะทำหน้าที่สนช.ได้อย่างดี แต่หากมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ขอเวลาอีก 1 ปีเพื่อเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง ยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้จะไม่ถูกวางตัวเป็นส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนบุคคลที่เป็นข้าราชการประจำก็มีอนาคตในฐานะข้าราชการประจำอยู่แล้ว แต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ต้องเป็นส.ว.ตามตำแหน่ง

นายพรเพชรกล่าวอีกว่า สนช.ใหม่ทั้ง 33 คน เข้าร่วมประชุม สนช. ในวันที่ 13 ต.ค. ได้ทันที และมีอำนาจ เหมือนสมาชิกสนช.เดิมทุกประการ รวมทั้งการถอดถอนด้วย

พท.อัดสนช.ใหม่-มั่นคงรัฐบาล

นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงรายชื่อ สนช. 33 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นนายทหารว่า แสดงว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่นายวิษณุเคยพูดไว้ว่า ตั้งคนเหล่านี้เพื่อคัดกรองกฎหมายต่างๆ เรียกว่าถ้าแบบนี้ไม่ใช่เพื่ออะไรเลย แต่ตั้งเพื่อความมั่นคงของรัฐบาลเอง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สนช.ออกกฎหมายเป็นร้อยฉบับ ก็ไม่เห็นมีปัญหา แถมไม่มีฝ่ายค้าน จะออกอะไรก็ได้ ดังนั้น การบอกว่าตั้ง สนช.เพิ่ม 33 คน เพื่อดูเรื่องกฎหมายนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ตนดูรายชื่อแล้วเป็นข้าราชการแทบทั้งหมด การตั้งแบบนี้เป็นการให้รางวัลแก่คนที่ทำงานให้หรือไม่ ถ้าจะช่วยด้านกฎหมาย ทำไมไม่แต่งตั้งนักกฎหมายเข้ามา แบบนี้โกหกประชาชน

“ถ้าจะตั้งเพื่ออะไร ขอให้บอกกันตรงๆ จะเพื่อความมั่นคงหรือเพื่อให้เสียงเป็นไปในทางเดียวกัน เราคัดค้านอะไรไม่ได้ถ้าจะตั้ง แค่ไม่อยากให้โกหกประชาชน” นายสมคิดกล่าว

‘วิษณุ’แจงขั้นตอนเขียนใบลาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนหลังรัฐบาลรับร่างรัฐธรรมนูญจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ว่า ถือว่าได้เริ่มนับหนึ่งแล้ว และได้ส่งให้ เจ้าหน้าที่นำไปเขียนคำปรารภแล้ว ซึ่งรัฐบาลมีเวลา 30 วัน ต้องเสร็จภายในวันที่ 9 พ.ย. ซึ่งไม่ยากเพราะตรงกลางได้เขียนไว้แล้ว ที่ต้องเขียนคือส่วนหัวและส่วนท้าย คือบทเฉพาะกาล และไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ต้องยึดตามที่กรธ.ส่งมา

นายวิษณุกล่าวว่า การเขียนต้องเขียนในใบลาน 3 เล่ม คงใช้เวลาไม่นาน ที่สำคัญอย่าไปเขียนผิดเท่านั้น ถ้าเขียนผิด ต้องตัดกระดาษออกเขียนใหม่ ปะใหม่ เมื่อเขียนเสร็จจะประสานกับสำนักราชเลขาธิการอีกครั้ง เพื่อนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งตามพระราชอำนาจทรงมีเวลาพิจารณา 90 วัน แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯลงมาเมื่อใด คิดว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งจะเอาแสดงให้เห็นว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งทำเช่นนี้มาทุกครั้ง ในหน้าปกของรัฐธรรมนูญจะมีเขียนว่า ข้าพระพุทธเจ้าทาน 3 ครั้ง ซึ่งเป็นแบบฟอร์ม และต้องเซ็นชื่อ 3 คน เป็นเจ้าหน้าที่สำนักอาลักษณ์และเลขาธิการครม.

ทินพันธุ์กินข้าววิษณุ-พบปะปกติ

“มีอยู่ครั้งหนึ่งผมนำไปถวาย พระองค์ท่านเปิดแล้วถามว่าทาน 3 ครั้งจริงหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าจริง พระองค์ท่านบอกว่าเปิดอ่านแล้วเจอที่ผิด พระองค์ท่านสัพยอก ซึ่งที่จริงไม่เชิงผิด แต่ไม่สมควรจะขึ้นบรรทัดใหม่ เหมือนคำว่าอีก ก็มีแค่อ.กับสระอี ตัวก.ไก่หายไปขึ้นบรรทัดใหม่ เป็นการแยกคำ ซึ่งการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์มันตั้งได้ แต่การเขียนด้วยอาลักษณ์สามารถควบคุมได้ ดังนั้นจึงไม่ควรเขียนไปแบบนั้น เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายจะทอดพระเนตรอย่างไรก็แล้วแต่จะโปรด แต่ในที่สุดจะทรงลงพระปรมาภิไธย” นายวิษณุกล่าว

ที่รัฐสภา ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันกับนายวิษณุ ว่า พบปะกันปกติ ไม่ได้มีวาระหารือถึงการทำกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป หรือวาระการทำงานของสปท. หลังจากรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ส่วนตัวเชื่อว่าการปฏิรูปด้านต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ รัฐบาลจะทำให้สำเร็จทุกเรื่องในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ขณะที่การทำงาน ของสปท. ซึ่งเป็น 1 ในเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ต้องร่วมทำงานในทิศทางเดียวกัน ล่าสุด สปท.ได้ส่งรายงานการปฏิรูปไปยังรัฐบาลแล้วกว่า 101 เรื่อง

สนช.ใหม่รายงานตัวแล้ว 31 คน

เมื่อเวลา 08.30 น. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสนช. ได้เปิดรับรายงานตัวสมาชิกสนช.ชุดใหม่ 33 คน ที่ห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา 2 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีสนช.ใหม่มารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง คนแรกที่มาตั้งแต่เวลา 08.10 น. คือ พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.พล.ม.2 รอ. ตามด้วย พล.ร.อ.สุชีพ หวังไมตรี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พล.ท. สรรชัย อจลานนท์ เจ้ากรมกำลังพลทหารบก พล.ร.อ.ทวีชัย บุญอนันต์ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ พล.อ.อ.สุทธิพงษ์ อินทรียงค์ ผู้ช่วยผบ.ทอ.

กระทั่งเวลา 16.30 น. มีสนช.มารายงานตัวทั้งหมด 31 คน จาก 33 คน โดยคนสุดท้ายคือ พล.ท.สุรใจ จิตต์แจ้ง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก เหลือเพียง 2 คนยังไม่มารายงานตัว เนื่องจากติดภารกิจอยู่ต่างประเทศคือ นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย

จตุพรขอให้มีกำลังใจ-ยืนหยัด

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวภายหลังมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ถูก อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ฟ้องหมิ่นประมาทว่า ชีวิตอยู่ในเรือนจำสบายดี ซึ่งเตรียมข้าวของเครื่องใช้มาพร้อม ตนเข้ามาครั้งที่ 3 ตอนนี้ไม่หวั่นหรือวิตกเรื่องใด ปรับตัวได้ อยากฝากถึงประชาชนให้มีกำลังใจยึดมั่นและยืนหยัดในอุดมการณ์ต่อไป

สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกทั้งสาม คนละ 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ปรับคนละ 50,000 บาท และให้ชำระค่าสินไหมทดแทน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้ตีพิมพ์คำพิพากษาฉบับย่อลงหนังสือพิมพ์รายวัน 3 ฉบับติดต่อกัน 3 วัน ทั้งนี้ หลังศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมแล้ว เห็นว่าอุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนาย จตุพรกล่าวว่า ขณะนี้กำลังศึกษาคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวของศาลอาญาอยู่ และอาจจะพิจารณาแนวทางเพิ่ม อาจใช้แนวทางการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลอาญาควบคู่กับการยื่นประกัน แต่ต้องใช้เวลาสักระยะ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 1-2 สัปดาห์ ถึงจะยื่นประกันครั้ง ต่อไป

ที่กรมราชทัณฑ์ นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่าได้รับรายงานเบื้องต้นว่า นายจตุพรยังปกติดี ส่วนผลตรวจร่างกายนายจตุพร ทราบว่ามีอาการปวดหลัง อาจเป็นโรคประจำตัว แต่สภาพทั่วไปปกติดี ขณะนี้ทางเรือนจำได้ควบคุมตัวไว้ยังแดนแรกรับ ก่อนจะจำแนกลักษณะผู้ต้องขังต่อไป ส่วนการเข้าเยี่ยมนายจตุพรนั้น ทราบว่าเป็นวันละ 1 ครั้ง คือในช่วงเวลา 11.00 น.

ณัฐวุฒิเผยจตุพรได้พบหมอเลี้ยบ

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. กล่าวว่า วันนี้มีโอกาสได้เจอนายจตุพรในห้องพิจารณาคดี พบว่าสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจยังเข้มแข็งดี เมื่อคืนนายจตุพรก็หลับเป็นปกติ และมีโอกาสพบเพื่อนมิตรที่อยู่ข้างในเรือนจำ เช่น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือคนอื่นๆ ที่ถูกจองจำก่อนหน้านี้ ซึ่งนายจตุพรยังยืนยันว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นหน้าที่ของประชาชน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ถือว่ายังมีส่วนร่วมกับภารกิจนี้ เราหารือกับทีมกฎหมาย คิดว่าจะรวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อยื่นขอประกันตัวอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม

“พวกเราจะเดินหน้าตามแนวทางที่ถูกต้อง ส่วนกรณีพี่น้องฝากกำลังใจหรือจะมาเยี่ยมเยียนนายจตุพร ได้พูดคุยกับทางเรือนจำ เห็นตรงกันว่าควรกำหนดเวลาให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติของทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทุกวันราชการ เวลา 11.10 น. เปิดให้เข้าเยี่ยม ซึ่งพวกผมจะไปเป็นประจำอยู่แล้วที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” นายณัฐวุฒิกล่าว

ผบ.ทบ.ชี้ต้องอะลุ้มอล่วยทหาร

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สโมสรทหารบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงการยึดถือปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับ 2519 ห้ามทหารดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทว่า ในคำสั่งดังกล่าวจะสั่งห้ามทุกฝ่าย ทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร แต่พลเรือนแยกออกไปแล้ว ปัจจุบันทหารไม่ได้พูดคุยกันในเรื่องดังกล่าว ที่ผ่านมามีการอะลุ้มอล่วยกัน หากดำเนินการสุจริตและไม่มีผลกระทบ คือไม่ได้เป็นหัวหน้าองค์กร ถ้าเป็นคนในองค์กร คนในราชการไปทำธุรกิจต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาบ้าง ถ้าไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในแนวทางที่ไม่ถูกต้อง และคำสั่งคณะปฏิรูปฯมีขึ้นปี 2519 อาจจะเกิดทันหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ไม่ได้ทอดทิ้ง หรือบอกว่าผิด หรือไม่ผิด เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้หารือในประเด็นนี้

COMMENTS